The room

room062
I found the photograph on pinterest and tried to draw from it.
Unfortunately I lost the original source link. : (

บันทึกถึง THE ROVER

10593200_601513006628604_6835858274490530419_n

*สปอยล์เนื้อหาทั้งหมด*

(…มนุษย์ผู้นี้ดูไม่ต่างอะไรกับดินเหนียวกองหนึ่ง เหมือนกับซากที่ไม่เป็นรูปเป็นร่างที่มักเห็นอยู่ตามม้านั่งของตลาดกลางในยามค่ำคืน ฉันคิดว่าปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่ความทุกข์ยาก… สิ่งที่เข้าใจไม่ได้ก็คือ ทำไมเขาจึงกลายมาเป็นกองดินเช่นนี้ ? เขาผ่านไปในแม่พิมพ์อันร้ายกาจใดที่ได้จารึกรอยไว้เหมือนเป็นเครื่องปั๊ม ? สัตว์เมื่อแก่ยังรักษาความสง่างามไว้ ทำไมดินเหนียวที่เป็นมนุษย์นี้จึงบุบสลายไป ?…)¹ ฉากที่เห็นในหนังคือภาพจิตใจของอีริค ซึ่งถูกทำลายไปแล้วแต่ยังคงเหลือเค้ารอยเดิม บ้านเรือนยังคงมีอยู่แต่มันชำรุดทรุดโทรม ร้านค้ายังคงเปิดขายอยู่แต่ก็ถูกกำกับด้วยปืนและผนังที่ปิดทึบ ยังมีรถขับ มีอาหารและน้ำให้ดื่มกิน มีอากาศให้หายใจ แน่ล่ะอีริคยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ภายในของเขาแห้งแล้งว่างโล่งเหมือนทุ่งหญ้าเวิ้งว้าง แตกระแหงเหมือนดินที่เพาะปลูกอะไรก็คงจะไม่ขึ้นอีกแล้ว ฉากช่วงเปิดเรื่อง อีริคนั่งดื่มอยู่ในร้าน เสียงเพลงเอื่อยไหล จะเรียกว่าเป็นความสงบราบเรียบก็คงใช่ อีริคจมดิ่งอยู่กับตัวเองจนไม่ทันได้สังเกตเห็นอุบัติเหตุนอกหน้าต่างนั่น เสียงดังสนั่นถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงและกลบด้วยเสียงเพลง ด้วยทิศทางที่อีริคหันไปและด้วยสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ เสียงสำคัญที่อีริคควรจะสนใจแต่กลับไม่ได้ยิน อากัปกิริยาง่ายๆ ของอีริคทำให้ภาพนี้รุนแรง วินาทีที่รถพลิกคว่ำพลิกหงายไถลลื่นไปกับพื้นถนน พลังของภาพอัดกระแทกผู้ชมทั้งโดยตรงและโดยนัย เราคาดเดาได้ว่าต่อให้เกิดหายนะมากไปกว่านี้เขาก็คงจะไม่แยแส และนี่คือวิธีที่หนังอธิบายให้เราฟังว่าจิตใจของอีริคนั้นย่อยยับไปมากแค่ไหน

(…เขาเป็นอิสระอย่างไม่มีขอบเขต จนกระทั่งไม่รู้สึกว่าตัวเองมีน้ำหนักอะไรในโลกนี้ เขาขาดมนุษยสัมพันธ์ซึ่งจะให้น้ำหนักแก่ตัวเขา เขาขาดสิ่งที่จะกีดขวาง ขาดการร้องไห้ การพลัดพราก การตัดพ้อ ความปีติยินดี ความอ่อนหวานหรือขมขื่น ที่แทรกมาในอากัปกิริยาของคนเราทุกครั้ง รวมทั้งสิ่งละอันพันละน้อยที่ผูกเราอยู่กับผู้อื่น เขาขาดสิ่งเหล่านี้ที่จะให้น้ำหนักแก่เขา…)² “แกทำอะไรเพื่อตัวเอง” อีริคถามทหารที่จับตัวเขาไป อีริคพรั่งพรู เขาฆ่าเมียและชู้ “ไม่มีใครตามจับฉันสิบปีมาแล้ว ไม่มีใครตามจับ นั่นสิเจ็บยิ่งกว่าถูกสวมเขา การที่ไม่มีใครสนใจ สิ่งที่ทำเป็นเรื่องร้ายแรง แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไป”

อีริคอาจคิดว่าตัวเองบังคับขู่เข็ญให้เรย์พาเขาไปหาพี่ชาย แต่สำหรับเรย์นั้นไม่เลย เรย์ที่ถูกทอดทิ้งและลมหายใจกำลังจะหลุดลอย แค่อีริคช่วยชีวิตเอาไว้ เรย์ก็ทำท่าเหมือนหมาเจอเจ้าของ กระดิกหางและพยายามทำทุกอย่างให้อีกฝ่ายพึงพอใจ ฉากที่ดีมากคือฉากที่เรย์ถามอีริคว่าคุณทำงานอะไร อีริคตอบว่าเคยทำงานในไร่ เรย์เริ่มแบ่งปันความทรงจำวัยเด็กของตัวเองสมัยที่อยู่ในไร่ให้อีริคฟัง รถแทรกเตอร์แปดคันที่ถูกปล่อยลงมาจากเนินทุกๆ วัน ลูกฟักทองกองสูง กิ่งไม้ราวห้าพันกิ่ง ทุกกิ่งห่อด้วยหนังสือพิมพ์ (…ฉันไม่เป็นเพียงร่างกายที่นอนอยู่บนพื้นทรายเท่านั้น ความคิดของฉันหวนกลับไปยังสมัยที่เป็นเด็กอยู่ในบ้านหลังนั้น ยังจำได้ถึงกลิ่นของห้องหับต่างๆ ความเย็นยะเยือกของห้องโถงหน้าบ้าน เสียงต่างๆ ที่ทำให้เกิดมีชีวิตชีวา แม้กระทั่งเสียงร้องของกบตามบ่อน้ำ ฉันก็รู้สึกว่ายังได้ยินมันอยู่ สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของฉัน มันช่วยให้ฉันรู้จักตัวเอง ให้เข้าใจว่าทะเลทรายนี่หมายถึงการพลัดพรากจากสิ่งใด ให้เข้าใจว่าความเงียบนี้หมายถึงเสียงต่างๆ ที่ไม่ได้ยิน แม้กระทั่งเสียงกบที่เงียบไป…)³ ความทรงจำของเรย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรืองดงามอะไร แต่เขาเล่าให้อีริคฟัง อีริคเริ่มสับสนว่าเรย์เล่าให้เขาฟังทำไม “ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องมีความหมายอะไร” เรย์ตอบ เขาแค่พยายามทำให้อีริคประทับใจ ความทรงจำนั้นล้ำค่า มีทั้งสิ่งที่ดีงามและมีความแตกร้าว “ผมพยายามเลิกคิดถึงคนที่ผมฆ่าไป” เรย์บอกอีริค “แกไม่ควรเลิกคิดถึง…อย่าเลิกคิดถึงคนที่แกฆ่าตายเพราะมันเป็นราคาที่แกต้องจ่าย” คืนนั้นเรย์นอนจ้องหน้าอีริคก่อนจะหลับ มุมกล้องคล้ายกับตอนที่เรย์นอนมองทหารที่ถูกปาดคอและกำลังจะตายในตอนต้นเรื่อง แต่ครั้งนี้เรย์เหมือนได้เกิดใหม่

“ขอกระสุนให้เพื่อนผมด้วย” เรย์บอกเจ้าของร้าน หมอเคยถามอีริคว่าเรย์เป็นเพื่อนอีริคหรือ อีริคนิ่งเงียบไม่ตอบ มาบัดนี้เรย์พูดเต็มปากเต็มคำว่าอีริคเป็นเพื่อนเขา ถึงอีริคเคยพูดใส่หน้าเรย์ว่าไม่แยแสไม่ว่าเขาจะตายหรือไม่ แต่เรย์ก็รับเขาเป็นเพื่อนไปแล้ว ในการเดินทางครั้งหนึ่งเรย์ถามอีริคว่าให้ผมขับรถแทนไหม อีริคตอบว่าไม่ “เวลาสนิทใจกับใครผมสามารถนั่งเฉยๆ ไม่ต้องพูดอะไร” เหมือนหมาอ้อนเจ้าของ เรย์พูดต่อว่าผมเจ็บแผล ที่น่าประหลาดใจคืออีริคลงมาจากรถ เดินมาทำแผลให้เรย์ถึงที่ และถึงเป็นการทำแผลแค่แบบลวกๆ แต่มันได้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรย์และอีริคได้เปลี่ยนไปแล้ว

ในเรื่องนี้ยิงกันเป็นว่าเล่น แต่ความรุนแรงที่เห็นเป็นรูปธรรมสำหรับเราเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่สาระสำคัญ ฉากที่รุนแรงใน THE ROVER ไม่ได้อยู่ที่ฉากยิงกัน แน่นอนว่า(เกือบทั้งเรื่องที่)การยิงนั้นแทบไม่มีความหมาย การยิงคือสัญชาตญาณ คือการไม่ต้องคิด ความรุนแรงอยู่ที่การลังเล การที่ไม่สามารถยิงออกไปได้ และสองนัดที่อีริคจัดการไม่ได้คือสองนัดที่ทำให้อีริคบาดเจ็บสาหัส นัดแรกคือคำพูดของแม่เล้า อีริคก้าวเข้าไปพบกับบรรยากาศของความหลัง เสียงเพลงคลอเบาต่างจากห้องหับอื่นๆ หญิงชรานั่งสังเกตโลกภายนอกจากที่นี่ อีริคถามเหมือนที่เคยถามคนอื่นๆ – ฉันตามหารถ ในนั้นมีคนสามคน สั้น ทื่อ ห้วน ไม่มีการอธิบายใดๆ นางโยกโย้ ไม่ตอบ จนกระทั่งปืนจ่อหัวอยู่นั่นแหละนางจึงเปิดปาก “คนเราเดี๋ยวนี้ผูกพันกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง” นางว่าแล้วถักโครเชต์ เราเห็นว่าสายตาอีริควูบไหว (…ที่นี่และวันนี้ เราจึงเต็มไปด้วยความคิดถึง บ่อน้ำนั้นเราเคยไปดื่มและรู้จักมันดี บัดนี้เราเพิ่งรู้ว่ามันแผ่ความชุ่มชื่นไปได้ไกล…) อีริควูบไหวเพราะเขารู้จักความผูกพันนั้นดี นี่เป็นบ่อน้ำที่เขาเคยดื่ม แต่บัดนี้มันแห้งขอดไปแล้ว “อะไรที่ทำให้เธอรักรถคันนั้นมากนัก” “เธอชื่ออะไร เธอชื่ออะไร” นางถามซ้ำไปซ้ำมา อีริคน้ำตาคลอ ถูกความหลังกัดกินอยู่ตรงนั้น ในตอนจบเรารู้ว่าอะไรอยู่ในรถ เพราะถูกทรยศจากคน -หมาจึงเป็นสิ่งเดียวที่พอจะทำให้การมีชีวิตอยู่ของอีริคมีความหมาย เมื่อสิ่งนี้ถูกพรากไป การรื้อฟื้นและจดจำได้ว่าตัวเองเป็นใครจึงเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด

เมื่อถึงที่หมาย สิ่งแรกที่อีริคทำคือตรงเข้าไปหารถของตัวเอง รถที่ต้องสังเวยไปไม่รู้กี่ศพกว่าจะพบเจอ จะขับออกไปตอนนี้เลยก็ได้ ทิ้งเรย์ไว้ตรงนี้ ที่หน้าบ้านนี่ แต่อีริคก็ไม่ทำ เรย์ร้องเรียก เรียกด้วยเสียงเรียกแบบโง่ๆ นั่นและอีริคก็ออกไป เขาจะแก้แค้นเลยก็ได้ ในเมื่อเรย์เต็มใจจะฆ่าพี่ชายตัวเองแล้วนี่ การยิงพวกโจรขโมยรถให้ตายดับกันไปทั้งบ้านในคราวเดียวก็แสนจะง่ายดาย แต่เพราะไอ้ซื้อบื้อที่ไม่มีพิษไม่มีภัยอย่างเรย์ กำลังกลายมาเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักและมีความหมายกับอีริคไปโดยไม่รู้ตัว ปฏิกิริยาของอีริคจึงเป็นแบบนั้น วูบหนึ่งชวนให้คิดว่าการที่อีริคเรียกให้ทุกคนมารวมกันที่ห้องนั่งเล่น และยังไม่ให้ยิงใคร เป็นไปได้ว่าอีริคกำลังจะเปิดทางให้เรย์ตัดสินใจ

(…พวกเราทุกคนที่นั่นเลี้ยงเลียงผา เราขังมันไว้ในกรงตาข่ายที่อยู่กลางแจ้งเพราะว่าไม่มีสัตว์อื่นที่จะบอบบางไปกว่ามันซึ่งต้องการลมให้พัดอยู่เป็นอาจิณ แม้จะจับมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกมันก็อยู่ได้ และเชื่องพอที่จะมากินหญ้าในมือ มันยอมให้ลูบไล้และชอบเอาปากเปียกๆ มาดมอุ้งมือ เราคิดว่ามันเชื่องแล้ว คิดว่าได้ปกป้องไม่ให้มันพบกับความตรอมใจอันไม่มีสาเหตุ ที่ทำให้พวกเลียงผาดับไปอย่างเงียบๆ และตายไปอย่างละมุนละไมที่สุด…)⁴ “แกทำอะไรน้องชายฉัน” คำถามอัดอั้น อีริคลดปืนลง ได้แต่ตอบว่า “ฉันไม่ได้ทำอะไร” “แกนั่นแหละทำ” ใช่ สิ่งที่อีริคทำคือฉุดกระชากเอาความไว้เนื้อเชื่อใจที่เรย์มีต่อพี่ชายตัวเองออกไปอย่างถอนรากถอนโคน อีริคฉุดเรย์ให้ดิ่งลงหุบเหวลึกไปกับเขาด้วยประสบการณ์อันน่าเจ็บปวดของตัวเอง ความหวาดระแวงเป็นยาพิษร้ายที่เขายื่นให้เรย์ดื่ม และเรย์ก็พรั่งพรูมันออกมาต่อหน้าพี่ชาย พี่ชายที่เรย์เชื่อไปแล้วเต็มหัวใจว่าเป็นคนที่ทิ้งเขาให้นอนรอความตายอย่างน่าสมเพช ใช่ “แกนั่นแหละทำ” ใช่ อีริคนั่นแหละทำ

ตอนดู THE ROVER รอบแรกเราเข้าใจว่า การที่อีริคยิงพี่ชายเรย์เป็นเพราะแก้แค้นให้เรย์ แต่อารมณ์นั่นมันซับซ้อนและใช้เวลาในการพัฒนามากเกินไปสำหรับบริบทแบบนี้ มาดูเอารอบที่สองแล้วถึงเข้าใจ อีริคถูกจู่โจมด้วยความสำนึกผิด นี่ไม่ใช่นัดแก้แค้น อีริคไม่มีสิทธิจะแก้แค้นด้วยซ้ำ อีริคทนการกล่าวโทษและแววตาเจ็บปวดของพี่ชายเรย์ไม่ได้ต่างหาก การยิงครั้งนี้เป็นการปกป้องตัวเอง

แต่ยังมีกระสุนอีกนัดที่อีริคไม่ได้ยิง เขาทำไม่ได้ เขายิงชายแก่เจ้าของบ้านไม่ได้ อันที่จริงการที่เป็นมนุษย์ดินเหนียวผู้บุบสลายไปแล้วนั้นอาจจะดีกว่าสำหรับอีริค ความเฉยเมยต่อโลก การมีชีวิตอยู่ไปวันๆ นั่นก็ดีอยู่แล้ว แต่นี่เขากลับพบว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น เรย์ – ไอ้ซื้อบื้อที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ได้ถ่วงน้ำหนักของตัวเองลงในหัวใจของเขา อีริคค้นพบว่ามนุษย์ดินเหนียวผู้บุบสลายอย่างเขาก็สามารถกลับคืนเป็นรูปเป็นทรงได้เหมือนกัน แล้วฉับพลัน สายสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อยก็สะบั้นลงไปต่อหน้าต่อตา ไม่เหลืออะไรเลย เหลือแต่ความเจ็บปวดเพียงเพราะมนุษย์คนหนึ่งสามารถกลับมามีความรู้สึกรู้สาได้อีกครั้ง และชายแก่ที่นั่งอยู่ต่อหน้ามนุษย์คนนี้คือพยานคนสุดท้าย ที่จะทำให้การกระทำของเขามีน้ำหนัก มีความหมาย และกลายเป็นที่จดจำ

3 ส.ค. 2557
_________
คำในวงเล็บอ้างอิงจากหนังสือแผ่นดินของเรา
เขียนโดยแซงแต็กซูเปรี แปลโดย โคทม –พรทิพย์ อารียา
¹ หน้า 228
²หน้า 137
³หน้า 83
⁴หน้า 211

Leonardo Da Vinci

 

 

ต่อเมื่อเรือฝันของฉันกลับบ้าน 13

123

ต่อเมื่อเรือฝันของฉันกลับบ้าน 12

 

ต่อเมื่อเรือฝันของฉันกลับบ้าน 11

Isidro Ferrer  Los sueños de Helena Texto de Eduardo Galeano 64 páginas. Color. 170 x 250 Barcelona, Libros del Zorro Rojo, 2011

Isidro Ferrer
Los sueños de Helena
Texto de Eduardo Galeano
64 páginas. Color. 170 x 250
Barcelona, Libros del Zorro Rojo, 2011